‘นิ้วล็อค’ ภัยเงียบของยุคสังคมออนไลน์

การใช้งานนิ้วมือหนักเกินไป ใช้งานนิ้วมือด้วยท่วงท่าเดิมซ้ำๆ หรือใช้นิ้วเกี่ยวของหนักๆ มักเป็นสาเหตุของการเกิด ‘นิ้วล็อค‘ และด้วยยุคสังคมออนไลน์ ทำให้คนทั่วไปติดการเล่นสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พบคนเป็น ‘โรคนิ้วล็อค‘ เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนี้

โรคนิ้วล็อค‘ เกิดจากปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมือ (A1-Pulley) อักเสบและหนาตัวขึ้น ซึ่งเมื่ออักเสบ จะทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาขึ้นด้วยความยากลำบาก จึงมีอาการปวด และขยับนิ้วมือได้ยากขึ้น

อาการแบบนี้ บ่งชี้โรคนิ้วล็อค

ผู้ป่วยโรคนิ้วล็อค มักมีอาการเจ็บที่ฝ่ามือ บริเวณใต้ข้อต่อโคนนิ้วมือ หากเป็นมากขึ้นอาจมีอาการสะดุดเวลากำหรือเหยียดนิ้วมือได้ โดยอาการของโรคมักพบมากหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หรือตอนที่ใช้งานมือหนักๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ความรุนแรงของโรคนิ้วล็อคแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้

1. มีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้วมือ
2. มีอาการสะดุดเวลากำหรือเหยียดนิ้วมือ แต่ยังสามารถเหยียดนิ้วได้เอง
3. กำมือแล้วเกิดอาการล็อค ไม่สามารถเหยียดนิ้วได้เอง ต้องใช้มือมาช่วยง้างออก
4. ไม่สามารถกำมือได้สุด และอาจมีข้อนิ้วมืองอผิดรูปร่วมด้วย

‘นิ้วล็อค’ รักษาอย่างไร?
แนวทางในการรักษาโรคนิ้วล็อค แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน โดยมีรายละเอียดของวิธีรักษา ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ และนำมือแช่น้ำอุ่นตอนเช้าหลังตื่นนอน ประมาณ 5 นาที ร่วมกับรับประทานยาลดปวดและอักเสบตามอาการ

2. ฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะที่ ตรงตำแหน่งปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมือ (A1-Pulley) ซึ่งยาที่ใช้นั้นเป็นยาในกลุ่มสเตียรอดย์ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ภายใต้ความดูแลของแพทย์ เนื่องจากผลข้างเคียงร้ายแรงที่สุดที่พบได้คือ เส้นเอ็นเปื่อยและอาจจะขาดเองได้

3. การผ่าตัดเข้าไปตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมือ (A1-Pulley) ร่วมกับเลาะเนื้อเยื่ออักเสบที่หุ้มเส้นเอ็นออก วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายที่ใช้ในการรักษา จะช่วยลดอาการปวดและทำให้เส้นเอ็นขยับได้คล่องขึ้น ไม่มีอาการสะดุดเวลาใช้งาน โดยการผ่าตัดจะฉีดยาชาเฉพาะที่คล้ายกับการถอนฟัน ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการหลังจากผ่าตัด เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วนิ้วมือสามารถขยับได้เลยตั้งแต่หลังผ่าตัดเสร็จ

ทั้งนี้ วิธีและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ควรปรับพฤติกรรมการใช้งานนิ้วมือให้เหมาะสม ทั้งหลีกเลี่ยงการใช้นิ้วเกี่ยวของหนัก ๆ หรือลดระยะเวลาการเล่นสมาร์ทโฟนลง ก่อนเกิดอาการนิ้วล็อคหรือก่อนที่อาการของโรคจะดำเนินไปมากขึ้นกว่าเดิม

บทความโดย นพ.เติมพงศ์ พ่อค้า แพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านมือ ข้อศอก และจุลศัลยศาสตร์
keyboard_arrow_up