‘มือเท้าชา’ อย่านิ่งนอนใจ อาจเป็นสัญญาณเตือน ‘โรคปลายประสาทอักเสบ’

อาการเหน็บชา หรือ มือเท้าชา ชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เป็นอาการที่พบมากในกลุ่มวัยทำงาน เกิดได้จากหลายสาเหตุ

เช่น อยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน กิจกรรมที่ต้องใช้มือมากทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง หรือร่างกายมีระดับธาตุและวิตามินผิดปกติ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ และทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่เกี่ยวกับปลายประสาทอักเสบ ฉะนั้นแล้วเราจึงไม่ควรนิ่งนอนใจหากมีอาการมือเท้าชาบ่อยครั้ง

ทำความรู้จัก “ปลายประสาทอักเสบ”

ปลายประสาทอักเสบ เป็นกลุ่มอาการของเส้นประสาท ซึ่งทำหน้าที่รับคำสั่งจากสมองและไขสันหลัง ไปยังอวัยวะต่างๆ หากเส้นประสาทจุดใดจุดหนึ่งมีปัญหา อาจส่งผลให้อวัยวะส่วนนั้นทำงานผิดปกติ และเกิดอาการชาตามปลายมือปลายเท้า ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอาการเจ็บปวด แสบร้อน สั่นสะเทือน หรือไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้

ความสำคัญของ “เส้นประสาท”

เส้นประสาท ทำหน้าที่รับและส่งข้อมูลเข้าออกจากสมอง ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากเส้นประสาททำงานผิดปกติ จะส่งให้อวัยวะส่วนนั้นๆ ทำงานผิดปกติไปด้วย โดยเส้นประสาทแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. เส้นประสาทในสมอง ควบคุมจากสมองโดยตรง ไม่ผ่านไขกระดูกสันหลัง ควบคุมการทำงานของประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่น การมองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส การทรงตัว การกลืนอาหาร การขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า การออกเสียง และควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ คอ ลิ้น

2. เส้นประสาททั่วไป กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เป็นเส้นประสาทที่ต่อมาจากไขกระดูกสันหลัง ดูแลกล้ามเนื้อของอวัยวะต่าง ๆ

ปัจจัยเสี่ยงโรคปลายประสาทอักเสบ

• เส้นประสาท ปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ จากภาวะภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ
• มีความผิดปกติแต่กำเนิด หรือ พันธุกรรมจากครอบครัว ที่เคยเป็นโรคเกี่ยวข้องกับเส้นประสาททำงานผิดปกติ
• มีประวัติการติดเชื้อจากโรคใดโรคหนึ่ง
• ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อโรคเส้นประสาทที่เกิดจากโรคเบาหวาน
• ทำงานโดยใช้ข้อมือมาก ๆ อาจเสี่ยงเป็นโรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ
• เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคไต ภาวะขาดวิตามินอย่างรุนแรง เช่น วิตามินบี 12 หรือภาวะโปรตีนในเลือดสูงผิดปกติ

รู้หรือไม่ ชาปลายมือปลายเท้า อันตราย เสี่ยงอัมพาต!

อาการชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้าลามถึงสะโพก เป็นอีกหนึ่งอาการชาที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยไว้นาน ๆ อาจเป็นโรคอัมพฤกษ์-อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากกระดูกสันหลังหักกดทับเส้นประสาท

ชาปลายมือปลายเท้า บ่อยแค่ไหนจึงควรพบแพทย์?

หากมีอาการชาที่บริเวณปลายมือปลายเท้าตั้งแต่ 2-3 วันขึ้นไป และไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้น ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกาย เปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันให้บ่อยขึ้น รวมถึงเปลี่ยนที่นอน เปลี่ยนหมอน หากอาการมือเท้าชายังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาราว 1 สัปดาห์ ควบรีบพบแพทย์ก่อนอาการลุกลามมากขึ้น
การรักษาอาการชาปลายนิ้วมือนิ้วเท้า

กรณีอาการไม่รุนแรง มีอาการชาแปล๊บๆ ซ่าๆ เป็นระยะ ให้สะบัดข้อมือข้อเท้า หรือเปลี่ยนอิริยาบถ ก็สามารถหายได้ หรืออาจรับประทานวิตามินบีเสริม เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด เป็นต้น

กรณีอาการรุนแรงและต่อเนื่อง อาจต้องรักษาอาการชาปลายมือปลายเท้าด้วยยาต้านการอักเสบของเส้นประสาท หากยังไม่ดีขึ้นแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเอ็นที่กดรัดเส้นประสาทนั้นออก

กรณีเป็นผลข้างเคียงจากโรคอื่น หากอาการชาเป็นผลพวงมาจากโรคเดิมที่เป็นอยู่ เช่น เบาหวาน ผู้ป่วยควรลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือน แพทย์อาจให้วิตามินเสริมแก่ร่างกาย เป็นต้น

แม้ว่าอาการมือเท้าชา จะดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นเพียงบางครั้งบางคราว แต่เราก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากเป็นต่อเนื่องและทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคอันตราย ดังนั้น เราจึงควรหมั่นสังเกตตนเอง หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง และรับการรักษาอย่างทันท่วงที

นพ.นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี

ขอบคุณภาพประกอบจาก : pexels.com

keyboard_arrow_up