ส่อง 4 ดีไซน์ระดับตำนาน ‘Mido’ นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ ฉลองครบรอบ 100 ปี

สำหรับผู้ชายแล้วการสวมใส่นาฬิกานอกจากจะใช้บ่งบอกเวลายังสามารถใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อแสดงถึงคาแรคเตอร์ รสนิยม ซึ่ง ‘มิโด’ (Mido) แบรนด์นาฬิกาในเครือ สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group) ก็นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้การยอมรับถึงความสวยงามของดีไซน์ และคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss Made ส่งผลให้นาฬิกาของ ‘มิโด’ (Mido) ถูกเลือกให้เป็นสิ่งสะท้อนตัวตนจากเหล่าคนรักนาฬิกาทั่วทุกมุมโลกในทุกยุคสมัย ต่อเนื่องยาวนานเป็นระยะเวลา 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (Georges Schaeren) เริ่มก่อตั้งบริษัท Mido G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918

ตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษแห่งการก่อตั้ง ‘มิโด’ (Mido) ทางแบรนด์ยังคงยึดมั่นปรัชญาในการออกแบบที่สามารถสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติมาได้อย่างยาวนาน ด้วยงานดีไซน์สวยงามเหนือกาลเวลา ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน และความเที่ยงตรงสูงโดยได้รับการรับรองจาก Contrôle Officiel Suisse des Chronomètres (Official Swiss Chronometer Testing Institute) หรือ COSC.

โดยในปี ค.ศ.1930 ทางแบรนด์ได้ส่งต้นแบบนาฬิการุ่น มัลติฟอร์ท (Multifort) ไปยัง Electrical Testing Laboratories Inc. ศูนย์การทดสอบในนิวยอร์ค เพื่อการันตีความทนทานต่อน้ำและแรงสั่นสะเทือน ต่อมา ‘มิโด’ (Mido) จึงได้มุ่งเน้นการผลิตนาฬิกากลุ่มออโตเมติก ภายใต้การผลิตของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง A. Schild SA., ที่ภายหลังได้กลายมาเป็นบริษัทภายใต้เครือ สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group) ผู้ผลิตกลไกนาฬิกาประสิทธิภาพสูงให้กับทางแบรนด์

ต่อมาในปี ค.ศ.1934 จึงได้เปิดตัวนาฬิการุ่น มัลติฟอร์ท (Multifort) ซึ่งยังเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับอย่างดีที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับรุ่น คอมมานเดอร์ (Commander) ที่เปิดตัวไปในปี ค.ศ.1959 และ บารอนเชลลี่ (Baroncelli) ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 40 ปีไปเมื่อปี ค.ศ.2016 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีที่ สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group) ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งเมื่อได้รับประกาศนียบัตรมาตรวัดเวลาด้านการเคลื่อนไหวด้วยพลังงานที่สำรองไว้ได้ถึง 80 ชั่วโมง จากเทคโนโลยีที่เรียกว่า Silicon Technology ที่มีความทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็ก

นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1939 ‘มิโด’ (Mido) ยังได้สร้างเสียงฮือฮาให้กับเหล่าแฟนคลับแบรนด์ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ Mido Robot หรือ Robi. หุ่นยนต์เหล็กที่เป็นสัญลักษณ์ของความทนทานด้วยดีไซน์ที่มีความทันสมัย เปรียบเสมือนทูตสันติภาพที่อยู่คู่กับแบรนด์

และปี ค.ศ.2018 ในวาระครบรอบ 100 ปีนี้ แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ มิโด’ (Mido) ได้นำรุ่นนาฬิกาที่เป็นไอคอนกลับมาเผยโฉมอีกครั้ง ซึ่งยังคงงานดีไซน์หรูหราเหนือกาลเวลาตามแบบฉบับของแบรนด์เอาไว้ พร้อมผนวกเข้ากับนวัตกรรมการผลิตแบบใหม่ซึ่งจะทำให้นาฬิกามีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Caliber 80 Chronometer Silicon ที่ยกระดับกลไกสำคัญสูงสุดของคาลิเบอร์ 80 ด้วยซิลิคอนบาลานซ์สปริง ซึ่งนอกจากคุณสมบัติการต้านทานสนามแม่เหล็กแล้ว ส่วนประกอบนี้ยังช่วยเพิ่มความเที่ยงตรงในระยะยาวที่มากยิ่งกว่าบาลานซ์สปริงแบบมาตรฐาน รวมถึงระบบกันกระแทกที่ดีกว่า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประดิษฐ์เรือนเวลาหรู

โดยนาฬิกา 4 ดีไซน์ระดับตำนานที่ได้ถูกนำมาอวดโฉมให้ได้ชมในครั้งนี้
เริ่มจาก คอมมานเดอร์ บิ๊ก เดท (Commander Big Date) นาฬิกาออโตเมติกอันสง่างามที่ยังคงงานดีไซน์ตามแบบฉบับของรุ่นคอมมานเดอร์ไม่เสื่อมคลาย ด้วยหน้าปัดขนาดใหญ่ ที่มีจุดบอกเวลาเป็นตัวเลขแบบขีด และมีช่องบอกวันที่ตรงบริเวณเลข 6 ของหน้าปัด ผลิตโดยช่างทำนาฬิกาชั้นสูงที่ผสานกลไกทรงประสิทธิภาพด้วยพลังงานสำรองยาวนานกว่า 80 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับกลไกนาฬิกามาตรฐานทั่วไปที่มีระยะเวลาเพียง 42 ชั่วโมง


รุ่นถัดมา มัลติฟอร์ท เดย์โทมิเตอร์ (Multifort Datometer) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาสไตล์วินเทจ ซึ่งเผยโฉมครั้งแรกในปี ค.ศ.1939 ที่มีลักษณะเฉพาะคือเข็มบอกวันที่ โดยครั้งนี้ได้นำกลับมาปรับโฉมอีกครั้งในรุ่นลิมิเต็ด พร้อมเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าปัดขนาด 40 มม. เผยความหรูหรา ผสานความคลาสสิคในโทนสีอบอุ่นเพื่อสื่อถึงรสนิยมยุคใหม่ที่จะยังคงไม่ล้าสมัยแม้เวลาจะผ่านไปอีก 100 ปี


ต่อมาที่รุ่น คอมมานเดอร์ เฉด (Commander Shade) แรงบันดาลใจอยย่างอิสระจากรุ่นนาฬิกามิโดในช่วงปี ค.ศ. 1970 ด้วยการนำหน้าปัดเรืองแสงมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในเวอร์ชั่น 2018 โดยผสานความสง่างามเข้ากับความเรียบง่าย และยังคงกลิ่นอายวินเทจ ด้วยกรอบหน้าปัดขนาด 37 มม. และกระจกหน้าปัดคริสตัลอะคริลิกมาพร้อมกับสายโลหะแบบถัก Milanese mesh ที่ทำให้นึกถึงนาฬิกายุคเก่า

ปิดท้ายที่รุ่น บารอนเชลลี่ ทรีลโลจี้ (Baroncelli Trilogy) นาฬิกาที่มีดีไซน์โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงงานออกแบบตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคตของมิโดได้ดียิ่งกว่ารุ่นใด

โดยในปีนี้ได้มีการออกรุ่นลิมิเต็ดออกมา 3 แบบด้วยกัน ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของหน้าปัดขนาด 38 มม. โดดเด่นด้วยเข็มนาฬิการูปทรงใบไม้ทั้งสามแบบในรูปลักษณ์ที่ต่างกัน เพื่อเผยถึงบุคลิกลักษณะที่ต่างกันออกไป โดยรุ่นแรก 1,918 ที่มีรูปลักษณ์อันคลาสสิก ด้วยพื้นหน้าปัดสีงาช้างที่มีความคล้ายคลึงกับนาฬิกาในสมัยศตวรรษที่ 19, รุ่นถัดมา 2,018 ดีไซน์ร่วมสมัยสื่อถึงเมืองยุคใหหม่ ด้วยพื้นหน้าปัดสีขาวเรียบหรู และสายนาฬิกาสแตนเลส สตีลแบบห้าข้อ และสุดท้ายกับรุ่น 2,118 งานออกแบบที่มีความทันสมัยตามแบบฉบับของโลกอนาคตด้วยหน้าปัดสแตนเลส สตีล PVD สีดำ รวมถึงตัวเลขและเข็มสีดำ เพิ่มความหรูหราด้วยสายคอร์ดูร่าสีดำประดับด้วยหนัง ตัดสีสันด้วยเข็มวินาทีสีแดง สื่อถึงความมาสคิวลีนได้อย่างลงตัว


เทคนิคการเลือกนาฬิกา ให้เหมาะสมกับคาแรคเตอร์และสไตล์การแต่งตัวของผู้ชาย

1. สไตล์มินิมอล สำหรับผู้ชายที่ชอบการแต่งตัวสไตล์ Less is More ควรสวมใส่นาฬิกาที่สามารถเข้าชุดกับเสื้อผ้า ควรเป็นนาฬิกาสายหนังเรียบๆ ที่มีหน้าปัดทรงกลมแบนในโทนสีสว่าง ใช้ขีดเป็นจุดบอกเวลาและควรเป็นเข็มขนาดเล็ก เพราะจะไม่ทำให้นาฬิกาเด่นออกมากว่าเสื้อผ้าที่เรียบง่าย

2. สไตล์แคชชวล เรียกได้ว่าเป็นสไตล์การแต่งตัวกลุ่มหลักของผู้ชายไทย เพราะสามารถแต่งได้หลากหลายแบบ ซึ่งก็สามารถแมทช์นาฬิกาให้เข้ากับเสื้อผ้าได้หลายแบบเช่นกัน แต่หากต้องการให้ลุคดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ดังนั้นควรเลือกใส่นาฬิกาที่ดีไซน์มีความทันสมัย โฉบเฉี่ยว เน้นตัวเรือนและสายถักที่เป็นสแตนเลสสตีลสีดำ เพราะจะชอบทำให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

3. ลุคบิสสิเนส สำหรับหนุ่มนักธุรกิจที่ต้องใส่สูทหรือสวมเสื้อเชิ้ตอยู่ตลาดเวลา นาฬิกาที่ใส่ก็ต้องสามารถสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงได้ อาจลองเลือกนาฬิกาสายเหล็กแบบต่อข้อ และหน้าปัดมีฟังก์ชั่นที่แสดงถึงการใช้งานอันหลากหลาย หรือถ้าหากจะเลือกแบบสายหนังก็ควรเลือกสายที่มีความหนาและลวดลายของหนังแฝงอยู่

4. สปอร์ตแมน อย่างหนุ่มนักผจญภัยหรือนักดำน้ำ ประการแรกเลยควรเลือกนาฬิกาที่สามารถตอบโจทย์ฟังก์ชั่นการใช้ง่ายได้อย่างครบถ้วน สำหรับดีไซน์ของนาฬิกาก็ควรมีความทะมัดทะแมงพร้อมลุยไปกับทุกกิจกรรม เข็มนาฬิกาเคลือบสารเรืองแสงเพื่อความชัดเจนในการอ่านค่าในทุกสภาพแสง

และสำหรับคนที่มีสไตล์การแต่งตัวที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน การมิกซ์แอนด์แมทช์นาฬิกาที่สามารถเปลี่ยนสายได้จะเหมาะกับผู้ชายสไตล์นี้มากที่สุด โดยอาจเลือกจากตัวเรือนที่สามารถเข้ากับสายทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น สายหนัง สายผ้า หรือสายสแตนเลสสตีล ซึ่งควรเลือกตัวเรือนที่หน้าปัดมาความเรียบในโทนสีเบสิคอย่างสีขาวหรือสีดำ

พบกับ ‘มิโด’ (Mido) นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss Made ได้แล้ววันนี้ที่ เคาน์เตอร์ ‘มิโด’ (Mido) เซ็นทรัล, โรบินสัน และเดอะมอลล์

keyboard_arrow_up