หดหายไปทุกปี! เมื่อผืนป่าของบอร์เนียวกับเผชิญวิกฤตจากธุรกิจปาล์มน้ำมัน

แม้จะมีความพยายามในการสร้างความบาลานซ์ระหว่างความเจริญก้าวหน้าและการรักษาสภาพแวดล้อม แต่ดูเหมือนแนวทางทั้งสองจะยังคงเป็นเส้นขนานที่ไม่มีทางลากมาเจอกันได้ แถมมักลงเอยด้วยหายนะของผู้แพ้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่ธรรมชาติก็มักจะอยู่ในฝั่งที่ต้องยอมก้มหัวให้กับอำนาจทุนนิยมของมนุษย์ และตัวอย่างความพ่ายแพ้ที่ชัดเจนที่สุดคงจะหนีไม่พ้นผืนป่าบนเกาะบอร์เนียว ที่กำลังเผชิญกับการทำลายล้างอย่างหนักจาก ธุรกิจปาล์มน้ำมัน

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ และเกาะนิวกินี ทั้งยังอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพที่พืชและสัตว์บางสายพันธุ์ไม่อาจพบได้ที่มุมอื่นใดในโลก แต่เนื่องจากปริมาณทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่จัดมามีอยู่มากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บอร์เนียวเป็นที่หมายตาของนักลุงทุนจากทั่วโลก ที่หวังหาประโยชน์จากดินแดนนี้ให้ได้มากที่สุด และเมื่อทรัพยากรด้านพลังงานถูกครอบครองจากบางกลุ่มทุนอย่างชัดเจนแล้ว นักแสวงโชคทุนหนารายอื่นๆ ก็ต้องมาหาช่องทางใหม่ในการหารายได้ ซึ่งนั่นก็คือธุรกิจปาล์มน้ำมัน

wikipedia.org

ปฎิเสธไม่ได้ว่าปาล์มนน้ำมันนั้นมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่มักสอดแทรกอยู่ในหลายๆ กระบวนการผลิตที่เราไม่รู้ตัว ตั้งแต่ ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ครีมและเนยเทียม ไปจนถึงเป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่ ผงซักฟอก เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งอาหารสัตว์ด้วย

นอกจากนี้ ปาล์มนน้ำมันยังจัดเป็นพลังงานทดแทนที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานอย่างมาก แม้มันจะแลกมากด้วยการถางพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก เพื่อให้ได้ปริมาณการผลิตน้ำมันที่มากพอจะหมุนเวียนในธุรกิจนี้ได้ แต่ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า การปลูกปาล์มน้ำมันสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการของภาวะโลกร้อนได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แจ้งจากฝ่ายนักอนุรักษ์ทั่วโลก ที่ไม่เห็นความจำเป็นในการทำลายป่าไม้ธรรมชาติ เพื่อทำสวนปาล์มขึ้นมาแทนพื้นที่สีเขียวเดิม โดยอ้างเหตุผลในเรื่องการลดปัญหาโลกร้อน

wikipedia.org

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจปาล์มน้ำมันยังคงเฟื่องฟูในบอร์เนียว และกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทำลายป่า เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตปาล์มน้ำมันให้ทันต่อความต้องการในตลาดโลก ซึ่งผลลัพท์นั้นถูกสะท้อนผ่านภาพเปรียบเทียบการหายไปของพื้นที่ป่าธรรมชาติในบอร์เนียว โดยทาง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้คาดการณ์แนวโน้มการหดหายอย่างต่อเนื่องทุกปี และหากอัตราการทำลายป่าเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันยังคงขยายตัวในอัตราเดิมต่อไป ในปี 2020 บอร์เนียวอาจเหลือพื้นที่สีเขียวไม่ถึงร้อยละ 40 จากของเดิมที่ควรมีอยู่

UNEP

นอกจากปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อพื้นที่ป่าแล้ว การหายไปของพื้นที่สีเขียวในะรรมชาติ ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่บางชนิดพบได้เพียงในแถบนี้เท่านั้น และตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือ ลิงอุรังอุตัง หนึ่งในสี่ลิงไร้หางที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก แต่ต้องเผชิญกับการคุกคามของธุรกิจปาล์มน้ำมัน จนทำให้พวกมันมีสถานะเป็น สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (Critically endangered species) จนมีการคาดการณ์ว่าอาจมีลิงอุรังอุตังในส่วนสัตว์และศูนย์อนุรักษ์ มากกว่าที่อยู่ในธรรมชาติจริงๆ เสียอีก

wikipedia.org
mydreamforanimals.com

มีคำกล่าวสวยๆ สำหรับคนที่ชอบไปเที่ยวทะเลว่า อย่าทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า และอย่าเก็บอะไรกลับมานอกจากความทรงจำ ฉะนั้นแล้ว…ในฐานะมนุษย์เกิดมาอยู่บนโลกนี้ และไม่ได้คิดจะอยู่บนโลกนี้ตลอดไป การส่งมอบมรดกให้ลูกหลานจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คราวนี้คงถึงเวลาต้องถามตัวเองแล้วว่า…แล้วอยากส่งมอบโลกแบบไหนให้คนรุ่นหลังดูแลต่อไป โลกที่มีปัญหาเพื่อให้ลูกหลานไปตามแก้ หรือโลกสวยงามและคำสอนเพื่อให้พวกเขาช่วยดูแลมันต่อจากเรา

keyboard_arrow_up