ย้อนความเดือดครั้งประวัติศาสตร์เหตุยิงกราดสะท้านกรมตำรวจอเมริกา ก่อนถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ “211”

หากย้อนกลับไปวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1997 ได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กรมตำรวจอเมริกาต้องทบทวนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยแก่พลเมืองกันใหม่อีกครั้ง เนื่องจากประสิทธิภาพของปืนพกและปืนลูกซองที่พวกเขาเคยใช้กันนั้นไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับอาชญากรที่มาพร้อมอาวุธสงครามครบมือ เมื่อสองโจรสุดระห่ำผู้ช่ำชองด้านการก่ออาชญากรรมได้บุกปล้นธนาคาร Bank of America ย่านนอร์ธ ฮอลลีวูด เมืองลอสแอนเจลิส และได้ยิงตอบโต้ประจัญหน้ากับทั้งตำรวจและหน่วย S.W.A.T. ที่แทบจะขนมาเกือบทั้งโรงพัก การปะทะได้กินเวลายาวนานถึง 44 นาที ทำให้ถูกบันทึกว่าเป็นเหตุการณ์ต่อสู้ระหว่างคนร้ายและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

ลาร์รี่ ฟิลิปส์ และ เอมิล มาทาซาเรนู คือ สองคู่หูที่ร่วมกันก่ออาชญากรรมมาแล้วหลายต่อหลายครั้งจนได้รับการเรียกขานจากกรมตำรวจว่าเป็น “คู่หูอันตราย” ส่วนหนึ่งมาจากอาวุธต่างๆ ที่พวกเขาใช้ก่อเหตุปล้นธนาคารในย่านนอร์ธ ฮอลลีวูด ประกอบไปด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง อาทิ ปืนไรเฟิล Bushmaster XM-15 ที่ได้รับการดัดแปลงให้กลายปืนกลอัตโนมัติ  ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ Heckler & Koch HK-91 ปืนพก Beretta 92FS  ปืนไรเฟิล AK-47 พร้อมกระสุนปืนอีกประมาณ 3,300 นัด อีกทั้งพวกเขายังใส่เสื้อเกราะกันกระสุนที่ถักจากเส้นใยพิเศษ ที่มีความทนทานมากกว่าเสื้อเกราะกันกระสุนเคฟล่าที่ทางตำรวจใช้ นอกจากนี้ยังมีแผ่นโลหะกันกระสุนอยู่ใต้เสื้ออีกชั้นหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าสามารถเอาตัวเข้ารับกระสุนปืนไรเฟิลที่ตำรวจยิงมาได้อย่างสบายๆ

            การดวลปืนที่สุดแสนยาวนานในครั้งนั้น ถึงแม้โจรคู่นี้จะมีกำลังน้อยกว่า แต่กลับกลายเป็นตำรวจที่เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัดเจน  พวกเขาสองคนยิงตอบโต้ฝั่งตำรวจไปทั้งสิ้นประมาณ 1,100 นัด ในขณะที่ฝั่งตำรวจทำการยิงไปเพียงประมาณ 650 นัดเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องมาจากประสิทธิภาพของอาวุธของทั้งสองฝ่ายที่แตกต่างกันอย่างฟ้ากับเหว  กระสุนปืนจากปืนพกตำรวจไม่สามารถเจาะชุดเกราะของโจรทั้งสองได้ และความแม่นยำของปืนพกในการยิงระยะไกลนั้นก็ไม่ได้มีมากเช่นเดียวกับเหล่าอาวุธสงครามที่สองโจรนั้นได้พกมา สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือการวิ่งไปซื้อปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ AR-15 จำนวน 5 กระบอกจากร้านค้าในย่านนั้นเพื่อนำมาใช้ต่อกรกับสองโจรนี้

การยิงปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สงผลให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 8 ราย และนายตำรวจได้รับบาดเจ็บ 12 นาย แต่โจรทั้งสองก็ไปไม่รอดเช่นกัน ลาร์รี่ ฟิลิปส์ ถูกยิงไล่ต้อนจนทำให้เขาตัดสินใจใช้ปืนพกจ่อใต้คางและยิงตัวตาย ส่วน เอมิล มาทาซาเรนู ก็ได้พยายามขับรถหลบหนีการไล่ล่าและพยายามขโมยรถกระบะ ก่อนที่เหล่าตำรวจได้ขับรถตามมาทันจึงเกิดการยิงประทะกันอีกครั้ง และในครั้งนี้ เอมิล ได้ถูกยิงเข้าที่ขาที่ปราศจากเครื่องป้องกัน เขาจึงตัดสินใจยอมมอบตัวกับตำรวจ เนื่องจากเขาถูกยิงเข้าที่ขาหลายนัดจนทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลง

ก่อนที่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์และถูกขนานนามว่า “เหตุยิงกราดที่ฮอลลีวูดตอนเหนือ” เหตุการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กรมตำรวจสหรัฐอเมริกาต้องคิดทบทวนมาตราการพกอาวุธของเจ้าหน้าที่กันอีกครั้ง เนื่องจากประสิทธิภาพของปืนพกและปืนลูกซองที่พวกเขาเคยใช้กันนั้น ไม่สามารถทำอะไรผู้ก่อการร้ายที่สวมเสื้อเกราะกันกระสุนแบบกรณีเช่นนี้ได้  ส่งผลให้รัฐบาลออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนทุกนายต้องพกปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ AR-15 อีกทั้งทางกองทัพยังได้ส่งปืนกล M-16s มาให้ทางLAPD จำนวน 600 กระบอกมาให้เหล่านายตำรวจชั้นสิบเอกด้วย

            และล่าสุดเหตุการณ์ปล้นธนาคารที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในชื่อ“เหตุยิงกราดที่ฮอลลีวูดตอนเหนือ” ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอคชั่นสุดระห่ำส่งท้ายปี2018 ที่ได้นักแสดงมือเก๋าฮอลลีวูดอย่าง นิโคลัส เคจ มาถ่ายทอดเรื่องราวสุดระห่ำที่จะกระตุ้นอะดรีนาลีนของผู้ชมให้สูบฉีดไปทั่วร่างกาย “211 (ทู วัน วัน) โคตรตำรวจอันตราย”  เรื่องราวของ ไมค์ แชนด์เลอร์ (นิโคลัส เคจ) คือตำรวจมือเก๋าที่กำลังจะเกษียณอายุราชการและกำลังจะได้พักผ่อนยาวๆ เขาได้ชับรถออกตรวจพร้อมกับ สตีฟ แมคอะวอย (ดเวย์น คาเมรอน) ลูกเขยและตำรวจคู่หูของเขา และ เคนนี่ (ไมเคิล เรนนี่ย์ จูเนียร์) เด็กชายวัย 15 ขวบ ที่เพิ่งก่อเรื่องทะเวิวาทที่โรงเรียนโดยสารติดรถมาด้วย แต่ในขณะลาดตระเวน พวกเขากลับเผชิญกับเหตุปล้นธนาคารและกลุ่มโจรที่ติดอาวุธร้ายแรงที่ทำให้ชะตากรรมของพวกเขาทั้งหมดแขวนอยู่บนเส้นด้าย

อย่าท้าทายอำนาจตำรวจ“211(ทู วัน วันโคตรตำรวจอันตราย” 
 วันนี้ เฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็ก เท่านั้น!!

 

keyboard_arrow_up