“คิตตี้” ร่ำไห้ ยอมรับความผิดที่กดเงินไปใช้ไม่บอก พร้อมขอโทษ “ไทด์ เอกพันธ์” ทางด้าน “กิตติ” ให้อภัย

จากกรณีที่ “ไทด์- เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์”  ได้นำทีมเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เมื่อช่วงเช้าวันน้ (10 พฤศจิกายน 2560) เนื่องจากพบว่า “น.ส.ศศิประภา” หรือ “คิตตี้” อดีตภรรยาคุณกิตติ มีการเบิกจ่ายเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต และเมื่อขอตรวจสอบบัญชีได้อ้างว่า ทำสมุดบัญชีหาย บ่ายเบี่ยงไม่ให้ตรวจสอบ จากนั้นคณะกรรมการ
จึงให้คุณกิตติ โทรศัพท์ตรวจสอบกับธนาคาร จนทราบว่าบัญชีมีความเคลื่อนไหว มีการกดเงินออกไปจำนวนกว่า
8 หมื่นบาท เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งคิตตี้ ยังยืนกรานว่าไม่ได้กด จนสุดท้ายมีหลักฐานแสดง จึงยอมรับว่า
ได้กดเงินไปใช้

ล่าสุด 14.00 น. ทีมข่าวได้เดินทางมายังโรงพยาบาลไทรน้อย เพื่อพูดคุยกับ  “น.ส.ศศิประภา” หรือ
“คิตตี้” อดีตภรรยาโดยเจ้าตัวก็ยอมรับกับทีมข่าวทั้งน้ำตาว่า “ยอมรับกดเงินไปจริงๆ เราเอาเงินไปใช้หนี้
ใช้หนี้ในส่วนต่างๆ เป็นเงินของคนที่มีน้ำใจโอนมาให้ และเราก็กดไปโดยที่ไม่บอกเจ้าของบัตร
และทางตำรวจจะเอาเข้าคุก เพราะเขามีหลักฐาน เราทำผิด แต่เราก็บอกความจริงกับตำรวจแล้ว”

ทีมข่าวถามต่อถึงสาเหตุที่เราไม่บอก รวมถึงพยายามปิดบังคุณไทด์ ว่าเอาเงินไป เจ้าตัวบอกว่า
“เราไม่กล้าบอก เราผิดที่เอาเงินมาใช้หนี้ ตอนแรกที่พี่ไทดถามเราไม่ยอมรับเพราะเรากดดัน
แต่สุดท้ายเราก็ยอมรับ ตอนนี้อะไรจะเกิดก็เกิด ถึงเราติดคุก แต่เรามีแม่ที่ยังให้กำลังใจ”

ทีมข่าวถามต่อถึงความรู้สึกตอนนี้ เจ้าตัวบอกว่า “ความรู้สึกตอนนี้ก็ยังต้องสู้ ถ้าผิดจริงเราก็ยอมรับ
ประวัติเสียก็ไม่เป็นไร ถือว่ารับเวรรับกรรม ในสิ่งที่เราทำ แลเรื่องบัตรเอทีเอ็มเราคืนให้พี่กิตติแล้ว”

จากนั้นทีมข่าวถามถึงการพูดคุยกับคนที่โอนเงินมาว่ามีคุยหรือขอโทษไหม เจ้าตัวบอกว่า
“คนที่โอนมาเราติดต่อกลับเขาไม่ได้ คาดว่าเขาคงจะโกรธ และขอโทษสังคมจริงๆ ไม่เคยคิดจะโกงเงินใคร
และไม่ตั้งใจมี่จะหลอกลวงสังคม เราก็ละอายแก่ใจที่กดเงินคนอื่นไปใช้นี้  เรารู้สึกผิด และขอโทษ
ช่วยเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้จะทำไง”

นอกจานี้ทีมข่าวถามต่อถึงเรื่องที่คุณกิตติ บอกว่ายังรักและผูกพัน เจ้าตัวพูดพร้อมน้ำตาซึมว่า
“ก็ยังรู้สึกผูกพันที่อยู่ด้วย เราไม่อยากทิ้ง ยิ่งเห็นเราก็ยิ่งสงสาร แต่เราก็ทำผิด แต่เราไมได้ตั้งใจ
เรายอมรับเราดูแลเขาไม่เต็มที่ เราทำบ้านเลอะเทอะเราก็ผิด ช่วงที่เขาประสบอุบัติเหตุเราช็อค
เราประสาทเสีย เราทำอถไรไม่ถูก แต่เราไม่ใช่คนโรคประสาท ญาติพี่น้องเขาก็ไม่ช่วย
เรื่องบ้านเราไม่ได้ดูแล”

สุดท้ายทีมข่าวถามถึงความรู้สึกของเจ้าตัวกับคุณไทด์ เพราะเห็นว่าเราเคยโพสต์ว่าเขา ตอนที่มาช่วย
คิตตี้บอกว่า “เราเข้าใจผิด คิดว่าพี่ไทด์จะเข้ามาดูถูกเรา แต่ตอนนี้เรารู้แล้ววาเขาหวังดี และตั้งใจมาช่วยพี่ปื๊ด เราอยากขอโทษและขอขอบคุณพี่ไมด์ ด้วยความโมโหเราคิดว่าเป็นคนไม่ดี แต่วันที่เราเห็นเขาพาลูกเราไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล เราแอบเห็นเขาร้องไห้ ทำให้เราทราบซึ้ง และทำให้เรารู้สึกผิดที่เข้าใจตัวพี่เขาผิด เพพราจากข่าวต่างๆที่บอกว่าเขาสร้างภาพ เลยทำให้เราคิดแบบนั้น แต่มันไม่ใช่พี่เขาทำจากใจไม่ได้สร้างภาพและสุดท้ายตนก็ขอโทษสังคมทีทำผิด และเราไม่คิดที่จะหลอกลวงใคร”

จากนั้น 15.00 น. ทางเข้าหน้าที่ตำรวจได้มาสอบปากคำ คุณ “กิตติ ดัสกร” ในเรื่องดังกล่าว และลงบันทึกประจำวัน โดยหลังสอบปกาคำเสร็จ คุณกิตติเปิดใจกับทีมข่าวว่า “ตอนนี้สรุปกันแล้ว ผมให้อภัย เพราะเขาเป็นแม่ของลูก ถ้าเขาติดคุกไป ลูกจะอยู่กับใคร เราก็ให้อภัย และมีการสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เขามายุ่งกับเงิน เราให้ทางมูลนิธิมาดูแล คุณไทด์คุณบิณฑ์ดูแล บัตรเอทีเอ็ม เขามาคืนแล้ว”

ทีมข่าวถามถึงความรู้สึกว่ามีโกรธภรรยาไหม เจ้าตัวบอกว่า “ส่วนตัวไม่โกรธตัวเขาที่ทำ แต่โกรธที่เขาไม่บอกเรามากกว่า ก็มีการตักเตือน และเขาก็ยอมรับความผิด ตอนนี้ก็บอกพี่ไทด์แล้ว ทางพี่ไทด์ก็โอเค”

สุดท้ายคุณกิตติก็ขอโทษสังคมแทนภรรยาว่า “กราบขอโทษแทนด้วยนะครับ ตอนนี้เขาสำนึกผิดแล้ว และคิดว่าเขาคงไม่มายุ่งอีกแล้ว และเงินมีผู้ใหญ่ดูแล ผมจะได้หายไวๆ วันนี้ฝึกเดินสามขากับไม้ เรื่องตาวันจันทร์คุณไทด์ เอกพันธ์จะพาไปโรงพยาบาล”

keyboard_arrow_up