ออล นิว ‘ปีเตอร์’ ลุยจับธุรกิจ-หาเงินเลี้ยง 2 เสือ ปัดตอบตัวเลขค่าเลี้ยงดู ย้ำทำหน้าที่พ่อดีที่สุด!

คุณพ่อลูก 2 “ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรลดัล” ขอลุยงานธุรกิจโปรดักชั่นเฮ้าส์ เร่งปั๊มเงินวางรากฐานมั่นคงให้
“แพนเตอร์ & พูม่า”

“ปีเตอร์” เผยในงานเปิดตัวโปรแกรมทางการตลาด “Blastmetric” ของบริษัทอีสแอมอาร์ดอทเน็ทจำกัด ที่เจ้าตัวได้จับมือร่วมงาน ขึ้นแท่นเป็นผู้คุมโปรดักชั่นและผลิตคอนเทนท์ป้อนสู่ตลาดออนไลน์ ทีมข่าวถามถึงงานชิ้นใหม่ ซึ่งเจ้าตัวชี้แจงว่า

“จริงๆ แล้วการสร้างโปรดักชั่นเฮ้าส์ขึ้นมา ก็เป็นแผนการที่ผมอยากให้มันอยู่ในระยะยาวอยู่แล้วครับ เพราะการที่จะมาร้องเพลง เล่นละคร มันคงไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมจะทำได้ตลอดไป แล้วอีกอย่างคือ การสร้างโปรดักชั่นเฮ้าส์ขึ้นมา
แล้วเทรนด์ลูกน้องได้ แล้วเขารับมือต่อได้ในสักวันหนึ่ง ก็เป็นอะไรที่สามารถทำให้บริษัทมันโต แล้วเราก็แค่เฝ้าบางส่วนแล้วให้มันขยายใหญ่ โดยที่เราไม่ต้องลงมือเอง ซึ่งแปลว่ามันเป็นอนาคตที่มั่นคง”

เห็นความไม่มั่นคงในวงการบันเทิงหรือเปล่า?
“ไม่หรอกครับ มันไม่ใช่ว่าไม่เห็นความไม่มั่นคง มันเป็นเรื่องของเทรนด์ที่เปลี่ยน มันเป็นเรื่องของไลฟ์สไตส์ ซึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า สิ่งที่มันเปลี่ยนแปลง มันไปในทางนี้ คือการที่จะบอกว่าเราต้องอยู่แบบเดิม ผมว่ามันคือการไม่ยอมรับความจริง การที่จะยอมรับความจริง เราต้องดูรู้ว่าที่ผ่านมามันเป็นยังไง ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน แล้วมันจะไปที่ไหน
เราจะได้ปรับตัวทัน”

ต่อไปจะลดงานในวงการบันเทิงลงไหม จะลุยงานด้านเบื้องหลังมากขึ้น?
“ถ้าโปรดักชั่นเฮ้าส์มันอยู่ตัว งานบันเทิง การแสดง ก็ยังสนุกอยู่นะ (หัวเราะ) ผมก็ยังอยากทำนะ ไม่ทิ้งครับ ไม่ทิ้ง
ก็ทำควบคู่ เหมือนที่ตอนนี้ผมทำอยู่”

ทำไมลุยงานเยอะขนาดนี้?
“ผมก็ต้องปั้นตังค์สิครับ (หัวเราะ)”

เพื่ออนาคตของน้อง?
“อันนี้ก็ถูกต้องครับ เพราะว่าช่วงที่ผ่านมา งานก็ลดลงไปเยอะ ทำให้ผมคิดว่าผมจะต้องทำยังไงเพื่ออนาคตของลูก มันต้องทำอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่ทำอยู่ปกติ มากกว่าที่ทำอยู่ปัจจุบัน ซึ่งมันเป็นเรื่องของธุรกิจที่เข้ามามากขึ้น ไม่ใช่แค่รับบทเล่นละครเรื่องโน้น ออกซิงเกิลตอนนี้ ผมว่ามันจะต้องเป็นอะไรที่เป็นตัวเป็นตนมากกว่านี้ นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำตั้งแต่แรก”

คิดยังไงกับฉายา New Peter ลุคใหม่กลับมาทำงาน?
“ต้องบอกว่าจริงๆ แล้ว ผมเป็นคนที่ทุ่มเทกับงานมากตั้งแต่แรกแล้ว แต่ยอมรับว่ามันจะมีช่วงหนึ่งที่ใจแป้วๆ ท้อๆ
อาจจะมีผลกับงานด้วย แต่การที่จะเรียกว่าผมเป็นนิว ปีเตอร์ ก็อาจจะมองเป็นแบบนั้นก็ได้ครับ ก็ต้องขอขอบคุณด้วยเพราะความตั้งใจตอนนี้มันก็มีสูงมาก”

ที่ต้องทำงานเยอะขนาดนี้มันเป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้กับตัวน้อง?
“อาจจะต้องฮุบไว้ก่อน (หัวเราะ) อาจจะต้องตอบว่าจริงๆ แล้วคนที่มีลูกจะรู้ว่า ลูกยิ่งโต ค่าใช้จ่ายจะยิ่งมากขึ้น การที่จะดูแลลูกได้ดีขึ้น เราพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งที่เขาอยากได้ เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วครับ”

ณ ตอนนี้ก็คือส่งค่าเลี้ยงดูลูกให้ทุกเดือน ไม่มีขาดใช่ไหม?
“อันนี้ผมไม่สามารถตอบได้ครับ (หัวเราะ)”

เรียกว่าทำหน้าที่ของพ่อได้เต็มที่ใช่ไหม?
“ครับผม แน่นอนครับ ต้องพยายามถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน ก็ต้องพยายามทำหน้าที่พ่อให้ดีที่สุด ถึงแม้จะทำจากข้างนอกครับ”

เจอกันบ่อยขนาดไหน?
“แล้วแต่ครับ แล้วแต่นัดอะครับ ไม่ได้มีเป็น Fixed System”

ปีใหม่มีแพลนพาน้องไปเที่ยวไหนไหม?
“ปีใหม่นี้เดี๋ยวต้องรอดูอีกทีครับ”

แต่มีแพลนไว้ไหม?
“ก็ ใจก็อยากอยู่แล้วเนาะ (หัวเราะ)”

มีคิดไว้ไหม ว่าอยากพาน้องไปไหน?
“จริงๆ แล้วสำหรับผม การที่ได้สังเกตตัวเองจากการที่ผมวิ่งถ่ายรายการต่างจังหวัด จริงๆก็ สังเกตมาสักพักแล้วครับ คือประเทศไทยของเราสวยมาก และค่อนข้างจะมีหลายจุดที่ Unseen มาก ผมเห็นแล้วก็รู้สึกประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว คนที่เป็นคนไทยในทีม พวกตากล้อง โปรดิวเซอร์ เขาเห็นเค้าก็ยังโอ้โห !!! ทั้งๆ ที่เขาก็ทำรายการท่องเที่ยวมาพอสมควร ทำให้ผมรู้สึกว่า จริงๆ แล้ว จุดเด่นๆ สวยๆ พวกนี้ สักวันนึงก็อยากจะพาลูกไป แต่จะพาไปถ่ายรายการด้วยคงไม่ใช่ อย่างทริปที่ผมเปิดเมื่อกี้ ทริปที่บึงกาฬ ผมก็อยากให้ลูกได้ไปสัมผัส ได้เห็น ก่อนที่มันจะหมดความเป็นธรรมชาติ ความดิบของมันไป”

อยากจะให้ลูกไปเที่ยวธรรมชาติแบบที่เราไป?
“ใช่ครับ”

แล้วอย่างงานกับลูกล่ะ จะมีได้เห็นไหม?
“งานกับลูกหรอครับ ก็มันก็คงแล้วแต่ด้วย จริงๆ ก็คืองานในวงการบันเทิงมันก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ว่าการศึกษามันก็เป็นเรื่องที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นอกจากเขาต้องตั้งใจเรียน เรียนให้เก่งแล้ว พวกงานในวงการถ้าเขาชอบ
ก็ค่อยให้เขาทำ แต่ไม่บังคับ อะไรที่เขาไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ”

แล้วตอนนี้มีติดต่อเข้ามาไหม ให้ออกงานด้วยกัน?
“ที่ติดต่อพ่อลูกไม่ค่อยครับ ส่วนใหญ่ก็แม่ลูกมากกว่า (หัวเราะ)”

อยากให้มีไหม?
“ผมก็อยากครับ มันก็เป็นอะไรที่น่ารัก คือการที่จะเห็นน้องๆ สมมติเป็นแบบแฟชั่นโชว์ ผมยังจำได้เลยตอนก่อนนี้
เขายังกลัวๆ ออกไปไม่มั่นใจ ผมก็สอน ให้ออกไปกอดอก เชิดหน้า ให้แสงไฟส่องให้ดูดี ให้เขาซ้อมเดินไปเดินมา เขาก็แบบทำท่า พอเห็นบนเวทีมันก็เป็นความภูมิใจ ถ้ามีโอกาสได้ขึ้นไปเดินกับลูกก็ดีครับ”

จริงๆ ก็ติดตามผลงานลูกเหมือนกัน?
“ครับ มันก็ในฐานะเป็นพ่อ ก็ต้องแอบไปดูบ้าง ก็แอบติดตาม”

แต่ก็ไม่ได้เป็นห่วงน้องเรื่องการไปรับงานแสงสี หรือไปรับงาน?
“ผมว่าเรื่องเหล่านี้มันอยู่ที่เด็กมากกว่า บางคนก็จะตื่นคน จะกลัวจะร้องไห้ บางคนจะเอ็นจอย ชอบเล่นกับคน
ยิ้มแย้ม คือถ้าเป็นการฝืนใจของเด็ก ผมว่ามันก็ไม่ควรบังคับเขาทำ แต่ว่าถ้าเขาเอ็นจอย ทำไมจะไม่ให้เขาทำล่ะ”

แต่ใจของเราเองก็อยากให้น้อง เป็นไปตามธรรมชาติของเด็กมากกว่าใช่ไหม?
“ใช่ครับใช่ สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าควรบังคับคือเรื่องของการเรียนนี่แหละครับ ไม่อยากเรียนไม่ได้ ต้องเรียน”

เรามีส่วนในการตัดสินใจรับงานของน้องไหม?
“ก็ไม่ครับ จริงๆ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับพลอยครับ ขึ้นอยู่กับแม่เขา”

แต่คุณแม่เขาจะมาถามเราก่อนไหมว่า งานแบบนี้อะไรยังไง?
“อ๋อ ไม่นะครับ (หัวเราะ)”

keyboard_arrow_up